วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เยือน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่ "นาบัว" ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งไม่ใช่น้อย (ตอนจบ)

เยือน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่ "นาบัว" ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งไม่ใช่น้อย (ตอนจบ)

วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 08:00:59 น.

Share




เรื่อง / ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์

 

 

หลังจากที่ มติชนออนไลน์ ได้นำเที่ยวศูนย์การเรียนรู้ ตำบลนาบัว ไปในตอนที่แล้ว


วันนี้ มติชนออนไลน์ จะพาคุณผู้อ่านไปงาน "เวทีวิชาการชาวบ้านครั้งที่ 15"ที่บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือ "บ้านภูขัดกัน"


แต่ก่อนที่จะไปดูงานเวทีวิชาการชาวบ้าน เรามารู้จักกับ "ชาวภูขัด" กันก่อนดีกว่า

จากคำบอกเล่าของหัวหน้าเผ่าชาวภูขัดนั้น...


แต่เดิมชาวม้งที่อาศัยอยู่แถบนี้ อาศัยอยู่บริเวณเขาค้อและบริเวณภูหินร่องกล้ามาก่อน ชาวม้งเหล่านี้ยังเป็นหนึ่งในกองกำลังของ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" (พคท.) ก่อนที่พคท. จะให้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ภูขัดนี้


ถึงแม้ว่าตอนนี้ เหตุการณ์การสู้รบจะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ชาวม้งบ้านภูขัดก็ยังอาศัยทำกินอยู่ที่นี่

 

 

บ้านชาวภูขัด

 

วิวจากยอดภูขัด


หมู่บ้านนี้ยังไม่มีไฟฟ้าใช้


คงมีแต่เพียงแผงโซลาเซลล์แผ่นเล็กๆ ที่ใช้ในการเก็บแสงแดดจากตอนกลางวัน ผลิตเป็นไฟฟ้าใช้หุงหาอาหารในชีวิตประจำวัน


แต่ถ้าเป็นฤดูฝนที่แดดไม่ค่อยออก ชาวภูขัดก็จะไม่ค่อยมีไฟฟ้าใช้


เมื่อมีคนถามผู้ใหญ่บ้านว่า ต้องการอะไรมากที่สุดสำหรับหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านตอบอย่างไม่ลังเลว่า ต้องการ "ถนน" ขึ้นสู่หมู่บ้าน
เพราะเมื่อถนนดีแล้ว สิ่งดีๆก็จะต้องตามมาอย่างแน่นอน


"ถนน" คือ หนทางสู่ความทันสมัยจริงๆ!!

 

 

ถนนสายหลักในหมู่บ้าน


---


สำหรับงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ครั้งนี้ จัดขึ้นที่ลานโล่งริมเชิงเขาของหมู่บ้าน โดยมีชาวบ้านทุกหมู่บ้านในตำบลนาบัวเข้าร่วมงาน


ชาวภูขัดจึงต้องจัดงานครั้งนี้ให้ดีที่สุด


งานเริ่มต้นตั้งแต่เช้า


เด็กๆและชาวบ้านชาวม้ง ต่างพากันแต่งตัวด้วยชุดชาวเขาสวยงาม

 

มีคนบอกมาว่า ยิ่งชุดใครประดับเงินมากเท่าไร คนนั้นก็ยิ่งรวยตามเงินประดับมากเท่านั้น


อืม... เป็นเครื่องประดับบอกฐานะนี่เอง


ชาวบ้านจากหมู่บ้านต่างๆทยอยกันเดินทางมาร่วมงาน โดยขึ้นมายังภูขัดด้วย "รถเปิดประทุน" จน "ตัวแดง ผมแดง" กันเป็นขบวน


งานเวทีวิชาการชาวบ้าน เปิดงานด้วยการร้องเพลง ที่ร้องเป็นเพลงภาษาชาวเขา


เมื่อขอให้ผู้ร้องช่วยแปลความหมายของเนื้อเพลง ก็ได้คำตอบว่า เพลงนี้ชื่อเพลง "อย่าติดยาเลยนะพ่อจ๋า"


เนื้อหาของเพลงพูดถึงคนที่ติดยาว่า "อย่าไปติดมันเลย เมื่อติดแล้วไม่ดี เสียเงินเสียทอง ไม่มีใครอยากคบ ไม่มีใครรัก" 
เนื้อเพลงนี้แม้จะสื่อถึงพ่อ แต่ความหมายของเพลงสามารถสื่อไปได้ถึงทุกๆ


ต่อด้วย การเป่าแคนต้อนรับจากผู้ใหญ่บ้าน


โดยผู้ใหญ่บ้าน ธีระพงษ์ แซ่วื่อ อธิบายว่าเพลงที่เป่านั้น "เป็นเพลงที่แต่งถึงในหลวง ว่าพวกเราชาวม้งล้วนแต่ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่พวกเราทุกคนในตอนนี้อยู่ดีกินดี มีถิ่นฐานทำกิน ชีวิตไม่ลำบากก็เป็นเพราะพระองค์ท่าน พวกเราก็อยากจะขออวยพรให้พระองค์มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน"

 

 

การแสดง


จากนั้นก็เป็นการแสดงระบำชาวเขาจากเด็กๆชาวม้งหลากหลายชุด เป็นที่น่ารักสนุกสนาน


ก่อนจะมีการกล่าวปฏิญาณ "ปีแห่งการอนุรักษ์สัตว์ป่า ถวายในหลวงวาระ 84 พรรษา" จากชาวบ้านทุกคนในตำบลนาบัว


โดยในทุกๆปี หมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน จะกำหนดวาระสำคัญขึ้นมา 1 วาระเพื่อให้ทุกคนในตำบลได้ประกาศตนและปฏิบัติตาม


วิธีการการคัดเลือกของวาระที่จะประกาศนั้น จะเป็นการดึงเรื่องเด่นๆออกมาปฏิญาณตนกัน


โดยที่ปีนี้ ชาวบ้านน้ำแจ้งพัฒนาได้ประกาศวาระอนุรักษ์สัตว์ป่า เนื่องจากพื้นที่อาศัยของชาวภูขัดเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเป็นแหล่งต้นน้ำ อีกทั้งวันที่ 26 ธันวาคมของทุกปียังเป็น "วันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ" อีกด้วย

 

 

ร่วมกล่าวปฏิญาณตน


เมื่อจบการกล่าวปฏิญาณก็ถึงเวลานำเสนอผลงานจากแต่ละหมู่บ้าน


โดยเริ่มจากหมู่บ้านเจ้าภาพเป็นหมู่บ้านแรก ต่อด้วยหมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพครั้งแรก ไล่ลงมาเรื่อยๆจนถึงเจ้าภาพปีที่ผ่านมา


ผู้ที่จะมานำเสนอผลงานได้นั้น ต้องเป็นคนที่ทำงานจริงๆ และต้องได้รับเลือกจากผู้ที่เกี่ยวข้องในหมู่บ้าน

 

และที่สำคัญ ผู้นำเสนอจะต้องไม่ใช่คนที่เคยขึ้นนำเสนอมาก่อน หากใครนำเสนอผลงานซ้ำจะถูกผู้ชมโห่ไล่ลงทันที


สาเหตุก็เพราะต้องการให้เกิดการสร้างผู้นำใหม่ๆขึ้นมาภายในชุมชนนั่นเอง


เวลาในการนำเสนอจะถูกจำกัดไว้ที่หมู่บ้านละ 10 นาที หากหมู่บ้านใดนำเสนอเกินเวลาจะถูกปรับหมู่บ้านละ 500 บาท จึงทำให้ผู้ฟังรอลุ้นว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณเกินเวลาหรือไม่


ถ้าหมู่บ้านไหนเกินเวลา มีเสียงคนตีจานสังกะสีขึ้นมา ก็จะมีเสียงเฮดังลั่นขึ้นมาจากหมู่ผู้ชม


การนำเสนอนั้นจะมีทั้งการนำเสนอผลงานและโครงการต่างๆในแต่ละรอบปีของแต่ละหมู่บ้าน รวมถึงนำเสนอปัญหาภายในหมู่บ้านที่ต้องการการดูแล แก้ไข โดยมีผู้หลักผู้ใหญ่ของจังหวัดพิษณุโลกมานั่งรับฟังอยู่ด้วย


เมื่อการนำเสนอจบลง เราก็ได้ชมการโยนลูกช่วง กีฬาพื้นบ้านของชาวม้งที่มีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมเล่นเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งได้ดูการจุดบั้งไฟโชว์จากชาวบ้านนาบัว ซึ่งสนุกสนานตื่นเต้นไม่แพ้บั้งไฟแถบภาคอีสานเลย


---

 


มติชนออนไลน์ อยากรู้ว่า "เวทีวิชาการชาวบ้าน" เกิดขึ้นมาเพราะอะไร แล้วเพื่ออะไร


เราจึงขอสัมภาษณ์นายกอบต.นาบัว นายประเจตน์ หมื่นพันธ์ ซึ่งทำให้ได้คำตอบว่า


"เวทีวิชาการชาวบ้านเกิดขึ้นจากอสม.หมู่ 2 รวมตัวกัน จากไม่กี่คนในตอนแรก จนเมื่องานครั้งที่ 4 หรือ 5 ทางอบต.เข้าไปดูและเห็นว่าดี จึงสนับสนุนงบจัดงานมาเรื่อยๆ ส่วนวัตถุประสงค์ก็เพื่อให้ทางภาครัฐเข้ามารับรู้ความเดือดร้อนของชาวบ้าน "


เมื่อถามถึงวิธีการดำเนินการของเวทีนี้ ว่ามีลักษณะอย่างไร นายกประเจตน์ตอบว่า


"เวทีนี้ชาวบ้านร่วมกันทำ ร่วมกันคิด ทางอบต.จะมีงบประมาณให้ 2 หมื่น และอีก 14 หมู่บ้านที่เหลือก็จะช่วยกันลงขันลงแรง"


ข้อดีของเวทีวิชาการชาวบ้าน คืออะไร?
"ได้เห็นความร่วมมือของพี่น้องในหมู่บ้าน สำคัญที่สุดคือการจัดเวทีวิชาการชาวบ้านนี้จะได้เห็นว่าเป็นการแสดงความเห็นได้ทุกเรื่อง อบต.ก็จะมารับฟังปัญหาในหมู่บ้านนั้นๆ แล้วจะนำไปเข้าสู่แผนเพื่อเป็นการพัฒนาในปีต่อไป"


ก่อนที่ชาวบ้านจะนำเรื่องมาเสนอนั้น ต้องมีการประชุมกันมาก่อนหรือไม่?
"แต่ละหมู่บ้านก็จะเข้าไปประชุมกันว่าในปีนี้แต่ละหมู่บ้านมีผลงานอะไรบ้าง โดยทางอบต.จะไม่เข้าไปยุ่ง ให้ชาวบ้านประชุมกันเอง"


ปัญหาเด่นที่ทางชาวบ้านนำเสนอมามากที่สุดคือเรื่องอะไร?
ประเจตน์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า "เรื่องน้ำ เพราะตอนนี้ทางตำบลนาบัวเดือดร้อนเรื่องน้ำ หน้าแล้งมักจะมีน้ำกินน้ำใช้ไม่พอ ทางอบต.ต้องมีรถน้ำคอยออกแจกจ่าย แต่ปัจจุบันนี้ทางอบต.กำลังทำโครงการที่จะสูบน้ำขึ้นมาเป็นประปาหอสูงไว้ใช้ในตำบล"


ทางอบต.มีการพิจารณาอย่างไรว่า ปัญหาไหนจะแก้ไขก่อนหลัง?
"ต้องดูจากความเร่งด่วนจำเป็นจริงๆ เพราะปีหนึ่งๆ อบต.มีงบไม่ถึง 20 ล้าน ส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายประจำ เหลือเงินที่จะนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริงๆ ปีละไม่ถึง 3 ล้านบาท"


ถ้าปัญหาที่นำเสนอไปไม่มีการแก้ไขเกิดขึ้น ชาวบ้านมีวิธีเรียกร้องอย่างไร?


"ก็ต้องร้องเรียนผ่านทางสมาชิก ผ่านผู้ใหญ่บ้านถึงนายก อบต.ถ้ามีเรื่องร้องเรียนมาเยอะๆ เราก็จะนำเข้าประชุม ว่าเพราะเหตุใดจึงยังดำเนินการไม่ได้"


คิดว่าเวทีวิชาการชาวบ้านนี้ได้ผลหรือไม่?
"ผมว่าได้ผลอย่างมาก โดยเฉพาะทางอบต.ที่เป็นท้องถิ่นที่ใกล้มากที่สุด จากอดีตที่มีแค่พี่น้องหมู่ 2 ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ปัจจุบันไม่ว่าหน่วยงานไหนก็เข้ามาช่วย เข้ามาให้ความสนใจ"


ขอถามถึง มุมมองที่มีต่อเวทีวิชาการชาวบ้าน
"ผมว่า เวทียร่เป็นความร่วมมือของพี่น้องชาวนาบัว เป็นความภูมิใจของชาวนาบัวซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาแต่สามารถขึ้นมาบนเวทีแล้วพูดให้หน่วยงานต่างๆได้รับรู้ แล้วนำไปสู่การปฏิบัติ นี่คือความภาคภูมิใจของเวทีนี้"

---


มาฟังความเห็นเกี่ยวกับเวทีวิชาการชาวบ้านจากผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำแจ้งพัฒนา นายธีระพงษ์ แซ่วื่อ กันบ้าง


ปีนี้ทางบ้านภูขัดเลือกเอาวาระที่จะตั้งขึ้นมาจากอะไร ?
"ทางเราก็จะเสนอประเด็นเฉพาะในหมู่ชาวบ้านของเรา แล้วก็ดึงเอาจุดเด่นของเรามา โดยจุดเด่นของเราคือการบริหารจัดการในเรื่องของ "ยุติธรรมชุมชน" การทำตามการปฏิญาณตนก็ถือเป็นการทำตามยุติธรรมชุมชน เพราะหากใครไม่ทำตามเราก็จะใช้หลักการนี้ในการแก้ปัญหา"


ยุติธรรมชุมชน คืออะไร ?
"คือหมู่บ้านจะไม่นำเรื่องข้อพิพาทไปสู่ระดับกฎหมายแต่แรก โดยที่หมู่บ้านจะมีผู้นำตระกูลแซ่ที่จะมาบริหารจัดการในเรื่องนี้ก่อน ผู้นำตระกูลแซ่นั้นคือผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เป็นผู้นำในกลุ่มตระกูลแต่ละตระกูล หากแซ่ 2 แซ่ อย่างเช่น แซ่วื่อ มีปัญหากับแซ่ย่า ก็จะให้ผู้นำตระกูลแซ่ทั้ง 2 มาคุยกัน ตกลงหาข้อยุติให้แก่กัน แต่หากเมื่อคุยกันแล้วยังหาข้อยุติไม่ได้ เรื่องก็จะมาถึงที่ผมซึ่งคือผู้ใหญ่บ้าน ก็จะเรียกผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายมา และคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายมานั่่งฟัง สอบสวนเรื่องราวว่าเป็นมาอย่างไร แล้วจะมีกรรมการมาสอบสวนว่าใครถูกใครผิด จนได้ข้อสรุป แต่ถ้ายังไม่ยอมกันก็ต้องปล่อยให้ไปในทางกฎหมายจัดการ คนอาจจะมองว่านี่เป็นศาลเตี้ย แต่ส่วนมากชาวบ้านจะรับฟัง"

 

 

นายธีระพงษ์ แซ่วื่อ  ผู้ใหญ่บ้านบ้านน้ำแจ้งพัฒนา


ขอแนวคิดที่นำชุมชนของตนเข้าร่วมกับเวทีนี้ ?
"ในตอนแรกก็ยังไม่เข้าใจว่า ทำเพื่ออะไร ประเด็นที่จะนำเสนอก็ยังไม่มี แต่พอเข้าไปร่วมงานก็เข้าใจและรับรู้ว่ามีระบบการจัดการ วิธีการนำเสนออย่างไร ตอนแรกก็เป็นเรื่องของอสม. แต่ตอนนี้ก็เป็นทุกภาคส่วนของตำบลที่มาร่วมนำเสนอ
แต่บางทีประเด็นการนำเสนออาจจะไม่ละเอียด เพราะจำกัดเวลาไว้ที่หมู่บ้านละ 10 นาที ทำให้บางเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดลึก"


มาถึงคำถามสุดท้าย การดำเนินชีวิตของชาวบ้านบนกับชาวบ้านล่างมีปัญหาหรือไม่ ?
"ผู้ใหญ่ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ไม่เลยครับ แต่ก่อนอาจจะรู้สึกเหินห่างนิดหนึ่งเพราะในรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้นยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสารอยู่ พูดภาษาไทยไม่ได้ พอมาเด็กรุ่นหลังได้เข้าเรียนหนังสือ ก็เลยสามารถสื่อสารกันได้ แต่ก็ยังมีอยู่ในเรื่องของศาสนาที่แตกต่างกัน เพราะถึงเราจะบอกว่าเราถือพุทธ แต่เราไม่ได้เข้าวัด เพราะเรานับถือบรรพบุรุษ แต่เราก็ส่งลูกหลานไปเข้าเรียนไปทำกิจกรรมเหมือนๆคนอื่น ก็อยู่แบบเป็นพี่เป็นน้องกันครับ"

---

 

เป็นอย่างไรบ้าง กับ "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ของชาวนาบัว


การได้ไปเห็นความร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชน จนเกิดเป็นเวทีที่ทำให้เสียงเล็กๆสามารถส่งไปถึงคนใหญ่ๆในสังคมได้


นี่แหละพลังของ "ชุมชนเข้มแข็ง"

 


 
 



 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325242487&grpid=no&catid=09&subcatid=0901 
 

อารมณ์ขันภูกระดึง

 

อารมณ์ขันภูกระดึง

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:41 น.

Share




โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน 

คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12 (มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2554)


เข้าสู่ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างนี้ มีแต่ต้องพูดคุยกันเรื่องบรรยากาศความสุขสนุกสนาน การเฉลิมฉลองเบิกบานสำราญใจ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเก็บเกี่ยวความงดงามในช่วงวันหยุดยาว

คนส่วนใหญ่มุ่งสู่ภูดอย เพื่อสัมผัสความเหน็บหนาว

ในจำนวนนี้ภูกระดึงน่าจะเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

เที่ยวภูกระดึงในปีนี้วันนี้ ยังต้องเดินขึ้นไปสัมผัสธรรมชาติด้วย 2 แข้ง 2 ขาของเราเอง

แต่ไม่รู้ว่าอนาคตอาจจะสุขสบายง่ายดายกว่านี้ก็ได้ ถ้ามีกระเช้าลอยฟ้า

โครงการที่ปัดฝุ่นกันมาหลายหนจนเป็นมันแผล็บ แทบจะไม่มีฝุ่นเกาะอีกแล้ว

นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นคนล่าสุดที่เข้ามารับตำแหน่งปุ๊บก็ประกาศจะฟื้นโครงการนี้ปั๊บ

แล้วก็โดนต่อต้านไปตามระเบียบ

แต่ล่าสุดก็ยังยืนยันจะผลักดันอย่างจริงจังอีกหน

น่าจะเป็นเพราะท่านรัฐมนตรีเป็นคนจังหวัดเลย พื้นที่ของภูกระดึงนั่นเอง

เดาได้เลยว่า คงต้องการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบเต็มอัตราศึก อำนวยความสะดวกทุกอย่างเพื่อให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาสู่ภูกระดึง แล้วยังมีผลดีต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดนี้โดยรวมไปทันที

กระเช้าลอยฟ้าภูกระดึง ถกเถียงกันมายาวนาน ฝ่ายหนุนให้สร้างก็ว่าดี เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ขึ้นไปสัมผัสความงาม เนื่องจากการเดินเท้าขึ้นไปนั้น เหมาะเฉพาะคนหนุ่มสาวที่ยังมีเรี่ยวแรง

ฝ่านคัดค้านก็ว่า การท่องเที่ยวแหล่งธรรมชาติก็ต้องสัมผัสธรรมชาติตลอดเส้นทางที่เดินขึ้นไป หากมีสิ่งปลูกสร้างเกิดขึ้นเมื่อไร กลายเป็นการทำลาย

อีกอย่างยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวก คนจะแห่ขึ้นไปจนเกินความพอดีที่ธรรมชาติอันบอบบางจะรับได้ไหว

เหตุผลเหล่านี้เถียงกันมานาน แต่ก็ยังไม่ยุติ

แต่ตราบใดที่ยังไม่มีการสร้าง นั่นก็หมายความว่า ฝ่ายคัดค้านยังได้รับชัยชนะ เพราะฝ่ายหนุนยังไม่มีความชอบธรรมเพียงพอ

ไม่นานมานี้ ได้ยินได้ฟังผู้ที่ออกมาชักธงหนุนแนวคิดของรัฐมนตรีอีกรายหนึ่ง

คือนายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช

อธิบดีเอี้ยง ข้าราชการที่คลุกคลีงานมายาวนาน รับผิดชอบภาระหน้าที่จริงจัง และมีอารมณ์ขันสุดยอด

สรุปเหตุผลของอธิบดีเอี้ยงที่เห็นควรให้สร้างกระเช้าลอยฟ้าขึ้นภูกระดึง

1.การเดินขึ้นของนักท่องเที่ยวทุกวันนี้ ส่งเสียงดังเอะอะเฮฮารบกวนสัตว์ป่ามากกว่าเสียอีก 

2.การเดินขึ้นเป็นการกีดกันคนสูงอายุ ไม่นึกว่าคนแก่ก็มีหัวใจ อยากขึ้นภูกระดึงสักครั้งก่อนตาย 

3.ทำให้ชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพลูกหาบ ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนไปทั้งหมู่บ้าน รายได้ที่หามาตลอดชีวิต หมดไปกับการรักษาสุขภาพร่างกาย 

4.มีกระเช้าทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น ไปเช้าเย็นกลับได้ ไม่มีคนค้างแรมมาก ยิ่งควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวได้ ไปจนถึงสามารถลำเลียงขยะลงมาได้รวดเร็ว ไม่เกิดปัญหาหมักหมม

ยังมีอีกหลายเหตุผล

แต่เห็นหรือยังว่า ท่านอธิบดีมีอารมณ์ขันสุดยอด 

ฟังแล้วสุขสนุกสนานในวาระปีใหม่ได้ไม่เลวเลยทีเดียว


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325217734&grpid=no&catid=02&subcatid=0207

เปิดปมขัดแย้งขุมทรัพย์แสนล้าน “ตลาดนัดสวนจตุจักร” ผลประโยชน์นี้เพื่อใคร ???

เปิดปมขัดแย้งขุมทรัพย์แสนล้าน "ตลาดนัดสวนจตุจักร" ผลประโยชน์นี้เพื่อใคร ???

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 07:09:59 น.

Share




ในที่สุดความขัดแย้งอันคุกรุ่นบนพื้นที่ผลประโยชน์ 68 ไร่ 59 ตารางวาของ"ตลาดนัดสวนจตุจักร"ระหว่างกรุงเทพมหานคร(กทม.)กับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ได้ข้อยุติในยกแรก

 

 

เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 27 ธันวาคม 2554 ซึ่งมีนางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้รับทราบให้"รฟท."เข้าบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดจตุจักรภายหลังสิ้นสุดสัญญาเช่าพื้นที่ของ"กทม."ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2555 เป็นต้นไป ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ พร้อมกับให้กระทรวงคมนาคมพิจารณานำเสนอรายละเอียดการจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ตลาดนัดจตุจักร

 

 

บนเส้นทาง 25 ปีจากสนามหลวงถึงสวนจตุจักร 

 

หากย้อนกลับดูความเป็นมาของตลาดนัดสวนจตุจักร เดิมตั้งตลาดกันอยู่บริเวณท้องสนามหลวง ต่อมาในปี 2521 รัฐบาลสมัยนั้นมีนโยบายใช้สนามหลวงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และจัดงานสำคัญต่าง ๆ จึงให้จัดหาพื้นที่ใหม่ให้พ่อค้าแม่ค้า และได้มอบหน้าที่ให้"กทม."ทำหน้าที่บริหารจัดการ โดยทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณย่านพหลโยธินของ"รฟท."ระยะเวลา 25 ปี

 

 

 

ในยุคบุกเบิกพื้นที่บริเวณนี้มีหญ้ารกท่วมหัว แต่ปัจจุบันที่ดินมีศักยภาพสูงขึ้นมาก อยู่ในแนวรถไฟฟ้าทั้งใต้ดินและรถไฟฟ้าบนดิน ถนนสายหลัก ห้างสรรพสินค้า กลายเป็นขุมทรัพย์แสนล้านอยู่ในย่านธุรกิจการค้าสำคัญ ที่มีแต่คนจะรุมทึ้งยื้อแย่ง

 

 

ดังจะเห็นได้จากตัวเลขที่"รฟท."เคยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบริเวณตลาดนัดจตุจักรย่านพหลโยธินอย่างละเอียดในทุกแง่มุมเมื่อปี 2553 เพื่อศึกษาอัตราค่าเช่าใหม่ใช้เป็นข้อมูลในการต่อสัญญาครั้งใหม่ให้กทม.พบว่า ปัจจุบันราคาที่ดินอยู่ที่ 170,000 บาท/ตร.ว. และในปี 2555 ราคาที่ดินจะขยับสูงขึ้นเป็น 187,425 บาท/ตร.ว.

 

 

 

จากผลการะประเมินของบริษัทที่ปรึกษาในครั้งนั้น ตั้งอยู่ในบริบทที่"กทม."ยังมีหนี้สินค้างชำระกับ"รฟท." เบื้องต้นแยกเป็น 1.มูลค่าทรัพย์สินโดยกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ ในสภาพไม่มีภาระผูกพัน ในวันที่ 2 มกราคม 2555 (หมดสัญญากับ"กทม."แล้ว) อยู่ที่ 15,292 ล้านบาท 2.มูลค่าค่าเช่าที่มีการค้างชำระ ระยะเวลาประมาณ 11 เดือน 23 วัน      (ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2552) ซึ่ง กทม.ค้างชำระค่าเช่าที่ 1,025 ล้านบาท 3.มูลค่าค่าเช่าในระยะเวลา 30 ปี หาก กทม.ต่อสัญญาเช่าอีก (วันที่ 2 มกราคม 2555)    อยู่ที่ 13,177 ล้านบาท 

 

 

ครั้งนั้น"รฟท."มองว่า หาก"กทม."จะขอต่อสัญญาเช่าจะต้องเจรจากันใหม่บนพื้นฐานราคาที่บริษัทที่ปรึกษาเสนอแนะไว้ อย่างเช่นเงินสดจ่ายทั้งก้อนในวันเซ็นสัญญา 13,177 ล้านบาท แต่หากไม่มีเงินสดจ่าย ต้องจ่ายเป็นรายปีระยะเวลา 30 ปี ซึ่งจะบวกค่าดอกเบี้ยด้วย เพื่อรฟท.จะได้มีผลตอบแทนมากขึ้น

 

 

บริษัทที่ปรึกษาเสนอมา 2 แนวทาง คือ กรณีมีค่าเซ้ง (up front) 30% ของค่าเช่ารวม อยู่ที่ 22,381 ล้านบาท โดยเป็นค่าเซ้ง 3,953 ล้านบาท ที่เหลือกระจายเป็นรายปี และหากไม่มีค่าเซ้งอยู่ที่ 26,326 ล้านบาท โดยทุกอย่างประเมินตามสภาพความเป็นจริงของตลาดในปัจจุบัน โดยยึดแนวทางของธุรกิจเป็นหลัก

 

 

โดย"รฟท."มองว่า ควรจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเหมือนกับกรณีต่อสัญญาเช่าที่ดินย่านสามเหลี่ยมพหลโยธินให้กับกลุ่มบริษัทเซ็นทรัล ที่ได้รับผลตอบแทนกว่า 20,000 ล้านบาท

 

 

เผยผลประโยชน์เบื้องลึกแสนล้าน...ต่อกันอยู่ได้แค่ 420 ล้านบาท/ปี

 

 

แม้ตัวเลขที่บริษัทที่ปรึกษาเคยนำเสนอไว้มากมายมหาศาล แต่การเปิดโต๊ะเจรจาระหว่าง"รฟท."ภายใต้สังกัดกระทรวงคมนาคม  ใต้ปีก"พรรคเพื่อไทย" และกทม.ภายใต้ฝ่ายค้านพรรค"ประชาธิปัตย์" ได้เริ่มขึ้นอย่างเบาะ ๆ จากสัญญาปัจจุบันเก็บเพียงปีละ 24 ล้านบาท สัญญา 25 ปี สัญญาใหม่"รฟท."เสนอให้เช่า 20 ปี คิดค่าเช่า 420 ล้านบาท/ปี พ่วงเงื่อนไขปรับขึ้น 15% ทุก 5 ปี เฉลี่ย 3,000-3,500 บาท/แผง/เดือน จากจำนวนแผงค้าทั้งหมดประมาณ 8,875 แผง  27 โซน

 

 

 

ขณะที่"กทม."ขอเพิ่มเป็น 30 ปีในอัตราเดียวกับที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เฉลี่ย 700 บาท/ตร.ม./ปี หรือปีละ 79 ล้านบาท ปรับขึ้น 15% ทุก 5 ปี แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้

 

 

แต่จากการสำรวจตัวเลขค่าเช่าแผงจากพ่อค้าแม่ค้าตัวจริงที่ยืนขายของอยู่หน้าร้านบริเวณตลาดนัดสวนจตุจักรของผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์" ณ วันทื่ 31 ธันวาคม 2554 กลับพบว่า "หาเป็นเช่นนั้นไม่"

 

 

 

เพื่อทำความเข้าใจในเรื่องกลุ่มผลประโยชน์หากพิจารณาผู้เก็บผลประโยชน์ค่าเช่าในตลาดนัดสวนจตุจักรสามารถแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ 1."กทม." 2.เทศกิจ 3.เจ้าของแผงตัวจริงที่ทำสัญญากับ"กทม."ซึ่งคนหนึ่งมีแผงในมือมากกว่า 2 แผงขึ้นไป 4.เจ้าของแผงคนที่ 2 หรือ 3,4,...ที่มีข้อตกลงเช่ากับเจ้าของแผงตัวจริงมาเป็นทอด ๆ 

 

 

5.เงามืด...มือที่มองไม่เห็น ซึ่งเก็บผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง เนื่องเพราะเป็นทราบกันดีว่า ในสัญญาที่"กทม."ทำกับเจ้าของแผงค้า ห้ามมิให้มีการปล่อยเช่าช่วงต่อ ดังนั้น เมื่อไปถามตามแผงค้า จะทราบว่าไม่มีใครมีสัญญากับเจ้าของแผงตัวจริง มีเพียง"สัญญาใจ"ที่ให้กันไว้ ไม่ผิดกฎหมาย เรื่องนี้ลองถามเจ้าหน้าที่กทม. และเทศกิจดูได้ ท่านบอกได้ว่า ไม่เคยรับรู้ หรือทราบเรื่องเหล่านี้.....จริง ๆ ตลอด 25 ปี

 

 

สำหรับการคิดราคาค่าเช่า พื้นที่ 1 แผง ขนาดพื้นที่เพียง 5 ตารางเมตร ราคาค่าเช่าต่ำสุดเริ่มตั้งแต่ 3,500 บาทอยู่ในบริเวณตรอกซอยลึก ๆ ที่มีผู้คนเดินผ่านน้อย และขึ้นไปสูงสุดถึง 50,000 บาทในทำเลทองด้านติดถนนเส้นหลักในตลาดนัดที่มีผู้คนเดินกันมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณโครงการ 2 และโครงการ 3 โดย"กทม."เก็บค่าเช่าจากเจ้าของแผงตัวจริงเพียง 200.50 บาทต่อแผง ค่าน้ำ-ค่าไฟต่างหาก ซึ่งส่วนนี้เจ้าของแผงตัวจริงผลักภาระให้ผู้เช่าช่วงต่อทั้งหมด

 

 

 

ที่สำคัญหากใครอยากได้แผงค้าบริเวณทำเลทองที่มีผู้คนเดินกันมากมาย มีการเสนอตัวเลขเซ้งกันหรือให้เช่าช่วงต่อกันล่าสุดก่อนที่"น้องน้ำ"จะเข้ามาเที่ยวตลาดนัดสวนจตุจักรอยู่ที่ประมาณ 2,500,000 บาทต่อแผง โดยผู้ที่เซ้งตกลงกัน 2 แผง มีขนาดเพียง 10 ตารางเมตร ก็แค่จ่ายเงินสด ๆ กันในราคา 5,000,000 บาทเอง

 

การเซ้งภายในตลาดนัดสวนจตุจักร มี 2 รูปแบบ คือ 1.การเซ้งต่อจากเจ้าของตัวจริง อาจจะเรียกว่า "เซ้งขาด" 2.การเซ้งต่อจากพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่ใช่เจ้าของแผงตัวจริง เป็นการเซ้ง เพื่อซื้อสิทธิ์ให้ได้ทำเลทองขายของบริเวณนั้น เซ้งค่าตบแต่งแผง หลังจากนั้นผู้เซ้งต้องจ่ายค่าเช่าให้เจ้าของแผงตัวจริงอีกต่างหาก

 

 

นอกจากนี้ ในการเก็บผลประโยชน์ และดูแลบริเวณงานในตลาดนัดสวนจตุจักร จะมีพื้นที่ที่เทศกิจเข้ามาช่วยดูแลบริหารงานด้วยใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.หากใครมีแผงเดิมอยู่ด้านใน และต้องการต่อยื่นออกมาค่อมระหว่างทางเดินเท้ากับทางระบายน้ำ ซึ่งแต่เดิมจะเว้นไว้ให้คนได้เดินกันสะดวก แต่ปัจจุบันอนุญาตให้ทำแผงค้าถาวรขึ้นมาได้ โดยเฉพาะบริเวณทำเลทอง ก็คิดค่าเช่าอีกไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทขึ้นไป ซึ่งผู้ค้าส่วนใหญ่ยอมจ่าย เพื่อขยายพื้นที่ร้านให้ยาวขึ้น การจ่ายค่าเช่าในส่วนนี้เหมือนกับแผงค้าทั่วไป คือ เก็บกันหลายทอดตั้งแต่เจ้าของแผงตัวจริง ยันมือที่ 2,3,4

 

 

 

2.ส่วนผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย รถเข็นขายน้ำที่จอดเรียงรายระเกะระกะกันอยู่ในแนวถนนเส้นหลักอย่างไม่เป็นระเบียบนักจะมีการเก็บค่าเช่าประมาณ 250-400 บาทต่อวัน

 

 

3.แผงค้าพื้นที่ประมาณ 1.5 เมตร ด้านนอกสวนจตุจักรบริเวณฟุตบาธติดกับถนนพหลโยธินเรียงรายยาวตลอดแนวจะเสียค่าเช่าประมาณ 4,000 บาท  

 

 

 

แหล่งข่าวจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้ามือที่สองที่สามที่เช่าต่อมาจากเจ้าของแผงตัวจริง บ่นให้"มติชนออนไลน์"ฟังในทำนองเดียวกันว่า ปัจจุบันพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของในตลาดนัดสวนจตุจักรเกือบทั้งหมด หรืออาจจะเรียกว่าทั้งหมดไม่ใช่เจ้าของแผงตัวจริงที่ทำสัญญาเช่ากับกทม. ค่าเช่าแผงที่พ่อค้าแม่ค้าต้องจ่ายจึงถูกบวกกำไรเพิ่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่พอจะรับกันได้หากไม่มากเกินไป แต่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันหลาย 10 ปี พ่อค้าแม่ค้าตัวจริงต้องถูกบวกเพิ่มค่าเช่าสูงมาก เนื่องจากแต่ละแผงค้าได้มีการเซ็งสิทธิ์เปลี่ยนเจ้าของขายต่อกันมาหลายทอดแล้ว โดยในการขายแต่ละครั้งมีการกินแป๊ะเจี๊ยหรือเงินกินเปล่าด้วย โดยบางแผงที่อยู่ในทำเลดี บริเวณหัวมุมมีการเซ็งกันราคาหลายล้านบาท ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าจำเป็นต้องผลักภาระให้ผู้บริโภคต่อเช่นกัน  ทำให้ไม่สามารถขายของราคาถูกได้ เชื่อว่า หลังจากรฟท.เข้ามาบริหาร หากมีการขึ้นค่าเช่าแผง เจ้าของตัวจริงคงผลักภาระมาให้ผู้เช่าช่วงรับภาระต่อแน่นอน

 

 

"เราฟังเรื่องที่กทม.และรฟท.ทะเลาะกันแล้วอยากหัวเราะดัง ๆ เพราะมาเถียงกันที่ค่าเช่า 1,000 กว่าบาท 3,000 กว่าบาท เพราะในความเป็นจริงพวกเราจ่ายค่าเช่ากัน 20,000 บาทขึ้นไป เรื่องนี้อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้ามาปรามหรือควบคุมราคากันหน่อย ไม่ใช่บวกกินค่าหัวคิวกันไปไม่รู้กี่ทอด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้เงินเท่าไหร่ก็ต้องนำไปจ่ายค่าเช่าหมด กำไรแทบไม่เหลือเพราะขายกันได้แค่ 3 วันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หากราคาค่าเช่าไม่บวกมากก็พอจะรับกันได้ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ขอให้ผู้มาบริหารจัดการจะเป็นใครก็ตามกทม.หรือรฟท. ขอให้ทำอย่างไรก็ได้ให้คนมาเดินซื้อสินค้ากระจายกันอย่างทั่วถึง ไม่ใช่ขายของกันได้ดีเฉพาะแผงที่อยู่เส้นถนนหลัก ส่วนตลาดนัดด้านในตามตรอก ซอกซอยคนเดินน้อยมาก

 

 

นอกจากนี้ เรื่องการจัดการระเบียบพวกแผงหาบเร่รายย่อยที่วางกันไร้ระเบียบ และมาแย่งค้าตัดราคา เพราะมีค่าเช่าที่ถูกกว่า รวมถึงเรื่องความสะอาด"แหล่งข่าวจากพ่อค้าแแม่ค้าหลายรายกล่าว

 

 

ปัจจุบันตลาดนัดจตุจักรถือเป็นขุมทรัพย์แสนล้านของทุกหน่วยงาน ทุกผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง รายได้มหาศาลจำนวนนี้ตามกฏของกทม.ให้อำนาจผู้ว่าราชการกทม.มีสิทธินำเงินไปใช้ในการบริหารงานอื่น ๆ ได้ทันทีหากไม่เกิน 10 ล้านบาท ดังนั้น ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการกทม.หรือผู้บริหารกทม.มักจะแต่งตั้งคนของตนเองที่ไว้ใจได้เข้ามาบริหาร เพื่อกุมผลประโยชน์อันมหาศาลนี้ไว้

 

 

บทสรุปสุดท้ายการเปลี่ยนมือบริหารตลาดนัดสวนจตุจักรจาก"กทม."มายัง"รฟท." คงเป็นเรื่องที่หลายคนต้องช่วยจ้องกันอย่ากระพริบตา เนื่องด้วยหน่วยงาน"รฟท."อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงต้นหูกวางที่เลื่องลือได้ชื่อว่า "กระทรวงเกรด A" ที่พรรคการเมืองทุกยุคทุกสมัยหมายปอง เพราะความหอมหวานของผลประโยชน์อันมหาศาลของหน่วยงานในสังกัด

 

ที่สำคัญหมากเกมนี้ระหว่าง"กทม." และ"รฟท."คิดว่าไม่น่าจะจบเพียงแค่นี้ แต่ปี่กลองยก 2 จะเริ่มต้นเมื่อไหร่  ปีหน้าฟ้าใหม่ 2555 นับถอยหลังอีกไม่กี่ชั่วโมง...5,4,...3,2,1..คงได้รู้กัน