วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สารพิษอะไรบ้างจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ BST ที่มาบตาพุด ไม่ชัดเจน

 

สารพิษอะไรบ้างจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ BST ที่มาบตาพุด ไม่ชัดเจน



by มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) on Monday, May 7, 2012 at 5:42pm ·


สารพิษอะไรบ้างจากเหตุระเบิดโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ BST ที่มาบตาพุด ไม่ชัดเจน


19.00 น., 5 พ.ค. 55

จากเหตุโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ ของบ. กรุงเทพซินธิติกส์ ระเบิดที่มาบตาพุด ตั้งแต่ช่วงเวลา 15.30 น. ที่ผ่านมาและเพิ่งจะควบคุมเพลิงได้ประมาณเวลา 18.00 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บ47 ราย สาหัส 6 ราย โดย 2 ราย (ตามรายงาน รมช.สาธารณสุข) และมีคำสั่งอพยพ 18 ชุมชนรอบและทิศใต้ลมของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด

[เพิ่มเติมข้อมูล วันที่ 6 พ.ค. 2555 รายงาข่าวระบุยอดผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บ 127 ราย]

 

3 ชั่วโมงผ่านไป จนถึงขณะนี้ (18.30 น.) แม้ผู้ว่าฯจะประกาศควบคุมเพลิงได้แล้วและประกาศให้รอบนิคมเป็นเขตภัยพิบัติ แต่ยังไม่มีการให้ข้อมูลแก่สาธารณะอย่างชัดเจนว่าสารพิษที่รั่วไหลและฟุ้งกระจายไปกับกลุ่มควันและการระเบิดครั้งนี้เป็นสารอะไรบ้าง (บ้างก็ว่าเป็นสารก่อมะเร็ง บ้างก็ว่าเป็นสารทพให้ระคายเคืองผิว)  เหตุการณ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นอีกครั้งว่าทั้งภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ยังบกพร่องในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเรื่องสารพิษจากโรงงาน โดยเฉพาะโรงงานที่มีการผลิตและการใช้หรือปลดปล่อยสารพิษจำนวนมากเช่นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ตลอดเวลาและโดยง่าย เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเหตุโรงงานระเบิดครั้งนี้ได้ 

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าสารพิษซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและอันตรายระยะยาว ที่อาจมีการใช้หรือเกิดในกระบวนการผลิตของโรงงานบริษัทกรุงเทพซินธิติกส์ที่มาบตาพุดได้แก่ เช่น BTEX (Benzene เบนซีน, Toluene โทลูอีน, ethylbenzene เอธิลเบนซีน, Xylene ไซลีน), Hexane เฮกเซน รวมถึงอาจมีการใช้ 1,2-Dichloroethane และ 1,3-Butadiene ซึ่งเป็นสารที่อันตรายทั้งเฉียบพลันและระยะยาวในกระบวรการผลิตด้วย ส่วนการเผาไหม้ของยางรถยนตร์สามารถทำให้เกิด PAHs (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งสารในกลุ่มนี้หลายตัวจัดเป็นสารก่อมะเร็งด้วยเช่นกัน 

 

ตัวอย่างข้อมูลเกี่ยวกับอันตราย ความเป็นพิษ และความปลอดภัย ของสารเคมีที่กล่าวถึง

Benzene ดูได้จาก http://www.chemtrack.org/Chem-Detail.asp?ID=00289&CAS=&Name=

1,2 Dichloroethane ดูได้จาก http://www.chemtrack.org/Chem-Detail.asp?ID=00709&CAS=&Name=1,2-Dichloroethane 

1,3-Butadiene http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=1&ID=28

Toluene ดูจาก http://www.chemtrack.org/News-Detail.asp?TID=1&ID=48  http://www.chemtrack.org/Chem-Detail.asp?ID=02040 

Hexane ดูจาก http://www.chemtrack.org/Chem-Detail.asp?ID=01030 

Xylene ดูจาก http://www.chemtrack.org/Chem-Detail.asp?ID=02141 

 

เกี่ยวกับโรงงานทีีเกิดเหตุ 

บจก.กรุงเทพ ซินธิติกส์ หรือ Bangkok Synthetics Co., Ltd. (http://www.bst.co.th/) 

ผลิต Mix C4 รายแรกของไทยและส่งออกรายใหญ่ที่สุดใจภูมิภาค และโรงงานผลิตยางสังเคราะห์ S-SBR (Solution Polymerization Styrene-Butadiene Rubber) แห่งแรกในประเทศไทย ร่วมทุนกับ JSR ของญี่ปุ่น (ทำสัญญาเมื่อ มีนาคม 2554) และอยู่ในช่วงระหว่างการดำเนินงานก่อสร้างโรงงานผลิต NB Latex ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตถุงมือทางการแพทย์ (ที่มา http://www.newswit.com/prop/2011-03-07/4d70660d9e328f7284e30c6395b9eef4/) 

ทะเบียนโรงงาน น.42 (1)-15/2537-ญนพ.  ระบุว่าผลิต Mixed C4 (MTBE,BUTANE-1,BUTADIEN) เป็นโรงงานประเภท 4201 (การทำเคมีภัณฑ์ สารเคมี หรือวัสดุเคมี) (ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าโรงที่ผลิตยางรถยนตร์และ Latex สังเคราะห์ จดทะเบียนเดียวกันหรือจดทะเบียนแยก)

 

ผังกระบวนการผลิตแผนกผลิตยางสังเคราะห์ที่คาดว่าเป็นต้นตอปัญหา 

http://www.bst.co.th/product.aspx?cate=2

 

 


เวปไซต์บริษัท BST


https://www.facebook.com/note.php?note_id=373153622719868

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

Re: ไว้อาลัยต่อการละเบิกโรงงานกรุงเทพซินเนติกมาบตาพุดกับ 19ปีเคเดอร์




 

From: wept_somboon@hotmail.com
To:
Subject: ไว้อาลัยต่อการระเบิดโรงงานกรุงเทพซินเนติกมาบตาพุดกับ 19 ปีเคเดอร์

Date: Sun, 6 May 2012 07:42:07 +0700

       ตายกี่ศพสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ถึงจะเกิด  
               อีก 5 วันจะครบรอบจัดงาน 19 ปีเคเดอร์ เรื่องสลดใจเป็นเหตุระเบิดโรงงานกรุงเทพซินเนติก BSTเมื่อวานเป็นโศกนาฎกรรมที่มีคนตายทันที 5ศพ สาหัส 2ประสบอันตรายเจ็บกระทันหันเข้า รพ. 92 ราย อพยพคนในชุมชนออก 12 ชุมชน เป็นเรื่องใหญ่มากๆ และ เจ้าหน้าที่ หรือสื่อมวลชน ที่เข้าไปดู คนเหล่าจะได้รับสารเคมีเข้าไป เพราะกลิ่นก๊าซพิษลอยคละคลุ้งไปเป็น 10กก.ซึ่งไม้รู้ว่า อีกระยะ 10 ปีต่อมาพวกเขาเกิดเป็นมะเร็งก็ไม่สามารถเรียกร้องเอาค่าเสียหายรักษาพยาบาลเอากับใครได้ เพราะหลักฐานมันหายไป
 
กับกาลเวลาที่ล่วงเลยไป รัฐไม่มีระบบติดตามตรวจสอบผลกระทบระยะยาว เพราะขาดบุคลากร แค่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าก็แทบรับมือไม่ไหวแล้ว จะเข้าไปดูก็จะไปทนสูด
 
อากาศพิษไม่ไหว ขนาดไม่ได้ระเบิดแค่สารเคมีรั่วไหล เมื่อครั้งก่อนๆ ยังส่งผลให้คนในชุมชนต้องล้มป่วยแล้วนี่ระเบิดขนาดนี้ มันย่อมกระทบผู้คนจำนวนหลายพันคน 
               นิคมอุตสาหกรรมเกือบทุกที่ จะปลอดเรื่องการดูแลควบคุมจากภาครัฐ ปลอดกฎหมายปล่อยให้นิคม ขูดรีดคนงานอย่างสุดๆ รัฐจะอ้างปัดความรับผิดชอบเสมอว่า ในนิคมขนาดใหญ่นั้นเรื่องความปลอดภัยได้มาตราฐานไม่มีปัญหา แต่แท้จริงแล้วรัฐจะเปิดโอกาสให้พวกนายทุนรู้สึกว่า มาลงทุนสร้างนิคมอุตสาหกรรมกันมากๆ เถอะ รัฐพยายามเปิดทางลดช่องว่างทุกอย่างเพื่อ่ชวนเชื่อโดยไม่คำนึกถึงคนงานที่เป็นลูกหลานคนไทยต้องเสี่ยงภัยกับการสูญเสียสุขภาพ เพียงใดขนาดไหน มองดูชีวิตลูกหลานคนงานไทยมันช่างดูด้อยค่าเสียจริงๆ เพียงค่าแรงไม่กี่บาทที่ต้องยอมทำงานอย่างหักโหมถึงวันละ 16 ชั้วโมงเพื่อแลกกับรายได้ที่จะเอาไปจุนเจือครอบครัว
                สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่เครือข่ายแรงงาน นักวิชากากรด้านแรงงาน สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วย ฯ ต้องออกแรงและลงทุนด้วยน้ำพักน้ำแรงานกลุ่มคนป่วยอย่างมหาศาล แบบกัดไม่ปล่อยติดตามผลักดันอย่างจริงจังต่อเนื่องมายาวนานย่างเข้า 19 ปี จะใกล้คลอดได้แล้วหรือศูนย์ข้อมูลรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อให้เข้ากับวัตถุประสงค์สถาบันฯ ในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลและสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยในสถานประกอบการ เพื่อทำการป้องกันแก้ไขปัญหาสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน ต้นตอของปัญหาแบบสดๆ เท่าทันข้อมูลครบถ้วน ไม่บิดเบือนความจริง และการสรรหากรรมการที่มีจิตใจทัศนคติต่อเรื่องความปลอดภัยเข้าไปบริหารสถาบันฯนี้ หากยังจัดการและนำคนที่ไม่เข้าใจ เฉื่อยชา ต่อปัญหาเรื่องสุขภาพ กระนั้นการร่างกฏหมาย พรฏสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯฉบับนี้ รัฐก็ยังปฎิเสธเนื้อหาสำคัญที่เป็นข้อเสนอของเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการแรงงาน ไม่ยอมใส่ความปลอดภัยแบบลากตั้งกันเข้าไปแล้ว สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ก็คง เป็นเสมือนสถาบันฯที่มีความสำคัญเป็นเพียงแค่รถคันหนึ่งที่ขาดตัวเครื่องกลที่จะขับเคลื่อนบริหารจัดการนโยบายสำคัญของสถาบันฯ 
 
ขาดสมองที่บัญชาการงานด้านความปลอดภัยได้ รถเก่าๆ คันนั้นก็จะจอดสนิทโดยสิ้นเชิง จากการศึกษาข้อมูลของกองทุนปี 2553 คนงานภายใต้การคุ้มครองของกองทุนเงินทดแทน 8,177,618 รายที่ทุพลลภาพเข้าใช้สิทธิจากกองทุนเงินทดแทนได้ 146,511รายคิดเป็นอัตราการประสบอันตรายต่อลูกจ้าง 1000 คนประสบอันตราย 17.92ราย
 
รัฐสูญเสีค่าทดแทนไปกว่า 1,500 ล้านบาทซึ่งไม่นับคนงานที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิกองทุนเงินทดแทนได้และเป็นจำนวนอีกเท่าไหร่ที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิกองทุนเงินทดแทนได้นั้นเป็นตัวเลขที่หายไปอีกนับไม่ถ้วน ในจำนวนนั้นพวกเขากำลังเจ็บป่วยถูกเลิกจ้างปลดออกจากการทำงานอย่างไร้ความชอบธรรม กำลังอยุ่ระหว่างอุทธรณ์คำวินิจฉัยของกองทุน ต่อสู้คดี และกำลังฟ้องนายจ้างเพื่อให้นายทุนรับผิดชอบต่อความบกพร้องละเลยของสถานประกอบการ ซึ่งคนงานเหล่านั้นใจจริงเขาไม่ได้อยากมีคดีหรือมีปัญหาถึงโรงถึงศาลอะไรเขาก็คือคนงานที่อยากเอาเวลามาประกอบอาชีพแบบปกติ แต่เมื่อต้องสูญเสียสุขภาพอวัยวะประกอบอาชีพไม่ได้ทั้งยังต้องรักษาตัวต่อเนื่องจึงทำให้พวกเจาต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อ
 
สิทธิขั้นพื้นฐานตามกฏหมายเท่านั้น
               ในวาระจะครบรอบ 19 ปี โศกนาฎกรรมโรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ไฟไหม้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2536 ที่ทำให้คนงานวัยหนุ่มสาวต้องสังเวยชีวิตไปแบบไม่ทันตั้งตัวถึง 188 ศพ ต้องบาดเจ็บสูญเสียสุขภาพอวัยวะ 469 ราย พี่น้องที่พึ่งเสียชีวิตที่โรงงานกรุงเทพซินเนติก ฯ และจากพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ทั่วประเทศ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ต้องขอคาราวะดวงวิญญานของพี่น้องคนงานเหล่านั้น ที่ต้องล้มตายและเสียชีวิต ด้วยการประสบอันตรายและเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน รวมทั้งครอบครัว ขออุทิศส่วนบุญกุศลที่องค์กรผู้ถูกผลกระทบได้ทำไปตลอดระยะเวลา 19 ปียังผลให้ดวงวิญญาณพี่น้องแรงงานทั้งหลายที่กำลังทุกข์อยู่ได้มีความสุขพ้นทุกข์ที่มีความสุขให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปและขอบุญกุศลที่องค์กรผู้ป่วยฯได้อุทิศในการทำประโยชน์ในการช่วยพี่นน้องให้ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายและทุ่มเททำงานผลักดันนโยบายเพื่อคุ้มครองสุขภาพพี่น้องคนงานเหล่านี้ จงบังเกิดให้สิ่งที่มุ่งหวังให้รัฐจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้คลอดออกมาอย่างสมบูรณ์ตามที่เครือข่ายแรงงานต้องการโดยเร็วพลัน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการทำงานปกป้องคุ้มครองพัฒนาส่งเสริมด้านสุขภาพความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงานในอนาคตต่อไป
 

สมบุญ สีคำดอกแค
ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย
โทรศัพท์ติดต่อ 081-813-28-98
 
begin_of_the_skype_highlighting  081-813-28-98  
 
end_of_the_skype_highlighting
 

 

สุขภาพดีคือชีวิตที่มั่นคง ความปลอดภัย คือ หัวใจของการทำงาน
 


 


 

วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ....

  ความรุ้เรื่อง
ร่างกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. ....
โดยที่มาตรา ๕ ประกอบมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔ บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานให้นายจ้างดำเนินการในการบริหารและจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับไฟฟ้า พ.ศ. .... กระทรวงแรงงานจึงได้ยกร่างกฎกระทรวงฯดังกล่าวเพื่อคุ้มครองลูกจ้าง สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://www.lawamendment.go.th/

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

บทความ: กฎหมายแรงงานใหม่คุ้มครองแรงงานหญิง

 บทความ: กฎหมายแรงงานใหม่คุ้มครองแรงงานหญิง


บทบาทของผู้หญิงในปัจจุบันมีความสำคัญและเป็นอีกแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในไตรมาสที่ 1 ปี 2554 พบว่ามีแรงงานสตรีที่อายุ 15 ปีขึ้นไป 17.43 ล้านคน จากทั้งหมด 38.25 ล้านคน กฎหมายไทยให้ความสำคัญกับแรงงานหญิง ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้วางกำหนดกฎเกณฑ์คุ้มครองแรงงานหญิงไว้หลายประการ
ประการแรก ห้ามลูกจ้างหญิงทำงานอันตราย เช่น งานเหมืองแร่ หรืองานก่อสร้างที่ต้องทำใต้ดิน ใต้น้ำ ในถ้ำ ในอุโมงค์ หรือปล่องในภูเขา งานที่ต้องทำบนนั่งร้านสูงกว่าพื้นดินตั้งแต่สิบเมตรขึ้นไป งานผลิตหรือขนส่งวัตถุระเบิดหรือวัตถุไวไฟ เว้นแต่ลูกจ้างหญิงที่ทำงานด้านวิชาชีพ หรือวิชาการที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงจะอนุญาตให้ทำงานด้านการผลิตวัตถุไวไฟได้
ประการที่สอง ห้ามลูกจ้างหญิงทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 ประเภทคือ
1. ทำงานช่วง 22.00 – 06.00 น.
2. ทำงานล่วงเวลาเว้นแต่ลูกจ้างหญิงที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ งานบัญชีหรือการเงิน ทำงานล่วงเวลาได้ โดยลูกจ้างหญิงนั้นยินยอมทำ
3. ทำงานในวันหยุด
4. ทำงานอันตรายต่อหญิงมีครรภ์อย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 อย่าง
(1) งานเกี่ยวกับเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่มีความสั่นสะเทือน
(2) งานขับเคลื่อนหรือติดไปกับยานพาหนะ
(3) งานยก แบก หาบ หาม ทูน ลาก หรือเข็นของหนักเกินสิบห้ากิโลกรัม
(4) งานที่ทำในเรือ
(5) งานอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง
หากนายจ้างฝ่าฝืนมีโทษขั้นต่ำปรับไม่เกิน 5,000 บาท โทษสูงสุดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่กฎหมายก็ยกเว้นให้สำหรับงานล่วงเวลาที่นายจ้างอาจให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ทำงานได้เช่น ลูกจ้างที่ทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ รวมทั้งงานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชี สามารถทำงานล่วงเวลาในวันทำงานได้ (ไม่ใช่ล่วงเวลาในช่วงวันหยุด) โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง
ในกรณีที่ลูกจ้างซึ่งตั้งครรภ์ไปหาหมอแล้วมีใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งมาแสดงว่าไม่อาจทำงานในหน้าที่เดิมได้อีกต่อไป (เพราะอาจส่งผลต่อทารกและสุขภาพของเธอ) ลูกจ้างคนนั้นมีสิทธิขอให้นายจ้างเปลี่ยนงานในหน้าที่เดิมชั่วคราวในช่วงก่อนหรือหลังคลอด แล้วให้นายจ้างพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสม ถ้าหากลูกจ้างหญิงขอเปลี่ยนงานแล้วนายจ้างไม่ให้ (ทั้ง ๆ ที่เธอมีใบรับรองแพทย์)
หากนายจ้างฝ่าฝืนมีโทษขั้นต่ำปรับไม่เกิน 5,000 บาท โทษสูงสุดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ
นายจ้างปลดลูกจ้างเพราะเหตุตั้งครรภ์ไม่ได้ ฝ่าฝืนมีโทษขั้นต่ำปรับไม่เกิน 5,000 บาท โทษสูงสุดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ
นอกจากได้รับการคุ้มครองระหว่างการทำงานแล้ว กฎหมายยังคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ให้มีสิทธิลาคลอด (ในแต่ละครรภ์) ได้ไม่เกิน 3 เดือน โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ได้รับค่าจ้างไม่เกิน 45 วัน นอกจากนี้ ในบางหน่วยงานก็จะให้สิทธิพิเศษ เพิ่มเติมในเรื่องการลาคลอดอีก (แล้วแต่ข้อกำหนดในการให้สิทธิลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ๆ
ประการที่สาม นายจ้างต้องเปลี่ยนเวลาหรือลดเวลาทำงานเมื่อลูกจ้างหญิงทำงานในช่วงเวลา 24.00 – 06.00 น. แล้วพนักงานตรวจแรงงานเห็นว่าอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างหญิง เช่น ทำงานเลิกตอนตีสอง แล้วไม่มีหอพัก ไม่มีรถรับส่ง ลูกจ้างหญิงต้องเดินทางกลับคนเดียวเข้าอยู่เปลี่ยว จะเจอเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นไม่อาจเดาได้ พนักงานตรวจแรงงานอาจสั่งให้ลดเวลาทำงานเหลือ 22.00 น. เป็นต้น

 
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : วันวิศาข์ ภาคสุวรรณ์ / สนข.   Rewriter : วันวิศาข์ ภาคสุวรรณ์ / สนข.
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th



 วันที่ข่าว : 17 เมษายน 2555 

วันพุธที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2555

วุ้นลูกตาเสื่อม (Vitreous degeneration)

วุ้นลูกตาเสื่อม (Vitreous degeneration)

วุ้นลูกตาเสื่อม


ข้อมูลจาก Forward Mail 
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต 


          เนื่องด้วยปัจจุบันได้มีร้านอินเตอร์เน็ตหรือร้านเกมส์เยอะและมีคนเล่นเกมส์และเน็ตเป็นเวลานานรวมถึงคนที่ทำงานที่ต้องอยู่หน้าคอมเป็นเวลานาน ควรพึงระวังไว้เกี่ยวกับโรคภัยที่จะตามมากับการอยู่หน้าคอมเป็นระยะเวลานานๆ


          เตือนคนที่ใช้คอมพิวเตอร์บ่อย ไม่ว่าจะใช้เล่นเกมส์ หรือใช้ว่าทำงานลองอ่านดูนะ แล้วก็ดูแลตัวเองด้วย ตอนนี้ในประเทศไทยมีคนเป็นโรค "วุ้นในลูกตาเสื่อม" ถึง 14 ล้านคนแล้วครับจากข้อมูลทางหนังสือพิมพ์?? นี่เฉพาะแค่ที่มีข้อมูลบันทึกไว้นะครับ คนที่ไม่รู้ตัวเองว่าตัวเองก็เป็นจะมากขนาดไหน


          ผมคิดว่า ในขณะที่คุณอ่านข้อความของผมนี้จากทางเนตบางคนก็เป็นแต่ไม่รู้ตัวครับ


          อาการก็คือ : คุณจะเห็นเป็นคราบดำๆ เหมือนยักใย่ ลอยไปลอยมา เหมือนคราบที่ติดกระจกน่ะครับ จะเห็นชัดก็ต่อเมื่อ คุณมองไปยังภาพแบล็คกราวนด์ที่มีสีสว่าง เช่น ท้องฟ้าขาวๆ ฝาห้องขาวๆ ฝาห้องน้ำขาวๆ จะเห็นเป็นคราบดำๆ ลอยไปลอยมา ถ้าอาการมากกว่านั้นก้อคือ ประสาทตาฉีกขาด คุณจะมองเห็นแสงแฟลชในที่มืด ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา (น่ากลัวมากๆ) และถึงขั้นนี้จะต้องผ่าตัด (ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีเหมือนเดิม จะตาบอดหรือไม่ ?)


          สาเหตุของโรคนี้คือ : การใช้สายตามากเกินไป (เล่นคอม)


          แต่ก่อนโรคนี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ หรือ คนที่มีอาชีพใช้สายตามากๆ เช่น ช่างเจียรไนเพชรพลอย ที่ต้องใช้สายตาเพ่งมากๆ แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรควุ้นในลูกตาเสื่อมกันมากเพราะ เล่นเนต หรือ เล่นคอม


          คุณฟังไม่ผิดหรอกครับ เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคนี้กันมากเพราะเล่นคอมนี่แหละ ถามว่าทำไม คนเล่นเนต เล่นคอม ถึงเป็นกันมาก? ไม่ว่าคุณจะเล่นเนต,เล่นเกมส์,อ่านไดอารี่,อ่านบทความ,อ่านหนังสือ หรืออะไรก็ตาม ที่อยู่บนจอคอมพิวเตอร์ ล้วนทำให้สายตาคุณเสียได้ทั้งสิ้น เพราะว่า ถ้าคุณอ่านหนังสือที่เป็นแผ่นกระดาษธรรมดาๆ ระยะห่างระหว่าง ลูกตา กับ ตัวหนังสือ จะคงที่แน่นอน เพราะขอบของตัวหนังสือจะคมชัด ทำให้สมองกะระยะโฟกัสได้ถูกต้องแน่นอน กล้ามเนื้อและประสาทตา จึงทำงานค่อนข้างคงที่


          แต่ ! ตัวหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น มีลักษณะเป็นจุดๆ ประกอบกัน เหมือนแขวนลอยบนจอ ขอบของตัวหนังสือไม่ชัด สมองจะสับสนในการปรับระยะโฟกัส (เพราะจอแก้ว จะมีความหนาของแก้ว แต่เรามองผ่านมันไป และจอ LCD เราก้อต้องมองผ่านเข้าไปเหมือนกัน ตัวหนังสือมันไม่ได้ติดอยู่ด้านบนเหมือนอยู่บนแผ่นกระดาษ การปรับระยะโฟกัสจึงไม่แน่นอน )


          บวกกับลักษณะการอ่านหน้าหนังสือในคอมนั้น จะต้องใช้เม้าส์จิ้ม ลากแถบด้านข้างจอ เพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือขึ้นลง เพื่อจะอ่านบรรทัดด้านล่างได้ หรือไม่ก็ใช้ลูกหมุนที่อยู่บนเม้าส์ หมุนเพื่อเลื่อนบรรทัดหนังสือ แต่การเลื่อนบรรทัดนี้ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือจากแผ่นกระดาษที่แขนกับคอ จะปรับการมองขึ้นลงโดยอัตโนมัติ มีระยะที่แน่นอน สัมพันธ์กัน


          แต่ว่าการเลื่อนบรรทัดด้วยแถบด้านข้างหรือลูกกลิ้งบนเม้าส์นั้น มันจะมีลักษณะการเลื่อนแบบกระตุกๆ (คุณสังเกตุดู) มันจึงทำให้ปวดตามากๆ เพราะลูกตาจะต้องลากลูกตา เลื่อนตามบรรทัดที่กระตุกๆ นั้นไปตลอด บวกกับ การพิมพ์ตัวหนังสือนั้นบางที คุณต้องก้มเพื่อมองนิ้วว่ากดตำแหน่งบนแป้มพิมพ์ถูกตัวอักษรหรือไม่ ทำให้เดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย ลูกตาปรับโฟกัสบ่อยเกิน ทำให้ลูกตาทำงานหนัก กว่าจะพิมพ์งานเสร็จคุณจะปวดตามากๆ  


          อย่างเด็กนักศึกษา เร่งพิมพ์รายงานส่งอาจารย์ ติดต่อกันข้ามคืน สองสามวัน ตาจะปวดมากๆ รวมทั้งเวลาการเปิดโปรแกรม word ในการพิมพ์ตัวหนังสือมักจะมีสีพื้นที่เป็นสีสว่าง (ที่นิยมก็คือ ตัวหนังสือดำ พื้นสีขาว ) สีพื้นที่สว่างขาวจ้า นี่เอง ทำให้ตาคุณจะเกิดอาการแพ้แสง ถ้ามีการพิมพ์ติดต่อกันนานๆ เพราะจ้องจอสีขาวนานเกินไป หรือไม่ก็ในคนที่ชอบเล่นเกมส์บ่อยๆ มักจะมีการปรับแสงสว่างให้จ้าที่สุด


          เพราะเวลาเล่นเกมส์ ภาพพื้นหลังของเกมส์มักจะมืดๆ เป็นสีกำแพง เป็นสีปราสาท มันจะให้สีสวยสดดี แต่การทำแบบนี้มีข้อเสียคือ บางทีคุณหรือพี่น้องของคุณมาใช้คอมเครื่องนั้นต่อ จะทำให้บางครั้งลืมปรับความสว่างกลับมาให้มืดเหมือนเดิม จากที่แค่สว่างพอที่จะพิมพ์รายงาน กลายเป็นจ้องจอสว่างจ้าตลอดคืนไม่รู้ตัว สรุปก็คือ


          1. การมองตัวหนังสือที่แขวนลอยอยู่ในจอ โฟกัสไม่แน่นอน กล้ามเนื้อลูกตาทำงานหนัก "ทำให้สายตาเสีย"


          2. การเลื่อนตัวหนังสือและแถบบรรทัด ในหน้าคอม หรือ หน้าเนต มันจะเลื่อนแบบเป็นกระตุกๆ ทำให้สายตาเสีย การกระตุกๆ ของแถบบรรทัดนี่เองที่ทำให้สายตาเสีย ถ้าคุณอ่านหนังสือจากเวปมากๆ คุณจะติดนิสัยเสียอย่างนึงติดตัวไปคือ คุณจะติดนิสัย มองอะไรก็ตาม ไม่ว่าใกล้ไกล จะปรับโฟกัสมองเพ่งอยู่เสมอ ผลก็คือ กล้ามเนื้อตาทำงานหนัก คุณจะเริ่มมองของที่อยู่ไกลๆ เบลอๆ คุณจะไม่สามารถปรับโฟกัส มองของใกล้ แล้วมองไกล ได้ทันทีเหมือนเคย (กล้ามเนื้อประสาทลูกตาจะล้า การปรับโฟกัสลูกตาเริ่มช้าลง)


          3. การก้มๆ เงยๆ มองแป้นพิมพ์ และมองจอคอม กลับไปกลับมา "ทำให้สายตาเสีย"


          4. การปรับจอภาพที่มีแสงสว่างจ้า มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว "ทำให้สายตาเสีย" ข้อนี้คล้ายๆ กับการเปิดดูทีวีในห้องมืดๆ เป็นประจำ แล้วทำให้สายตาเสียน่ะเอง อย่างเดียวกัน


          5. การใช้จอคอม ที่มีความกว้างมากเกิน จอคอมกว้างๆ นั้น เหมาะสำหรับการดูภาพดูหนัง แต่ไม่เหมาะกับการดูตัวหนังสือ เพราะว่า สายตาคนเรานั้นมีระยะการมองตัวอักษรที่ 1 ฟุต (12 นิ้ว) แต่จอคอมสมัยใหม่ กลับมีความกว้าง 17 นิ้ว 19 นิ้ว หรือมากกว่านั้น ซึ่งมันกว้างเกินระยะกวาดสายตามอง จากขอบหนึ่งไปสู่อีกขอบหนึ่ง (ทำให้ปวดทั้งคอ ทั้งลูกตา) แค่คุณนั่งอ่านหนังสือบนจอกว้างแบบนี้หนึ่งชั่วโมง ลูกตาคุณจะทำงานปรับโฟกัส กลับไปกลับมาเป็นพันๆ ครั้ง และถ้าเป็นปี หรือ หลายปี ติดต่อกัน สายตาคุณเสียแน่นอน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะอ่านหนังสือจากจอคอมขนาดของจอคอมของคุณต้องไม่เกิน 15 นิ้ว


          ถามกลับไปว่า ทำไม กระดาษเอกสารที่ใช้ในการอ่าน การเขียนทั่วไป จึงมีขนาด A4 ? (คำตอบ ก็คือ ความกว้างของกระดาษ A4 ไม่กว้างเกินไป กำลังพอดี ในการกวาดสายตามอง ยังไงล่ะครับ)


          และเป็นคำตอบเดียวกับที่ว่า ทำไมขนาดของจอคอมคุณที่จะเอามาอ่านหนังสือ ไม่ควรเกิน 15 นิ้ว นั่นเอง ส่วนมากคนทั่วไป มักจะคิดไม่ถึงว่า การเล่นคอมทุกวัน ง่ายๆ นั้น จะเป็นสาเหตุ ที่สามารถทำให้ตาบอดได้ ถ้าเกิดรุนแรง เพราะกว่าจะรู้ตัวไปหาหมอ หมอก็อาจจะบอกว่าคุณไม่สามารถรักษาหายได้แล้ว และต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้น!!!  


          ผมจึงอยากจะฝากประโยคเอาไว้ให้คนที่เล่นคอมทุกคนว่า คอมพิวเตอร์นั้น มีไว้สำหรับการค้นหาข้อมูล ไม่ได้มีไว้สำหรับการอ่านเป็นประจำ โดยเฉพาะการอ่าน อะไรก็ตามที่ยาวๆ เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นไดอารี่ หนังสือบนเนต คุณเสี่ยงทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราควรจะกลับมาอ่านหนังสือกระดาษกันเหมือนเดิม ลืมเรื่องเล่นเนต เล่นคอมซะ เพื่อสุขภาพตา  


          ปกติที่เห็นใยแมงมุมดำๆ (เรียกว่า Floaters) เป็นผลจากการเสื่อมสลายของวุ้นในลูกตาจนเกิดเป็นตะกอนข้างใน ไม่ได้เป็นอันตรายครับ เมื่อเวลาผ่านไปตะกอนจะค่อยๆ ลอยออกจากลานสายตาไปอยู่บริเวณขอบๆ มากขึ้นจนเราจะไม่สังเกตเห็นมันไปเอง แต่คนที่เริ่มมีอาการเห็นแสงกระพริบ (Flashing) นั้นน่าสงสัยว่าอาจมีจอประสาทตาลอก (Retinal detachment) หรือวุ้นลูกตาลอก (Posterior vitreous detachment)


          คนที่เพิ่งจะเริ่มสังเกตเห็นอาการนี้เป็นครั้งแรก แนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์ครับ เพื่อตรวจดูว่าเริ่มมีจอประสาทตาลอก/วุ้นลูกตาลอกแล้วหรือยัง ถ้าแพทย์บอกว่ายังไม่มี เป็นแค่วุ้นลูกตาเสื่อมธรรมดา ก็สบายใจได้ แต่ไม่ใช่สบายจนลืมระวังตัวนะครับ ต้องคอยสังเกตตัวเองด้วยว่าถ้าเห็น Flashing กับ Floater ปริมาณมากกว่าเดิมแบบเฉียบพลัน ควรกลับไปพบแพทย์อีกครั้งครับ


          ในคนปกติจะมีการเสื่อมสลายของวุ้นลูกตาอย่างช้าๆ อยู่ตลอดเวลาครับ แต่จะมีอาการเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคนอีก


คนที่มีสายตาสั้นมากๆ 
เคยมีประวัติกระทบกระเทือนลูกตาอย่างรุนแรง 
เคยมีการอักเสบหรือติดเชื้อภายในลูกตา 
เคยได้รับการผ่าตัดต้อกระจก 
คนที่มีวุ้นลูกตาลอกหรือจอประสาทตาลอกมาแล้วข้างหนึ่ง 
คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรควุ้นลูกตาเสื่อมหรือจอประสาทตาลอก 


          คนเหล่านี้ก็จะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการเสื่อมสลายของวุ้นลูกตาได้เร็วกว่าคนทั่วไป


การป้องกัน


          จากที่ได้อ่านที่ดอสโพสไว้ การใช้สายตาให้น้อยลงก็อาจเป็นหนทางหนึ่งที่ป้องกันการเกิดได้นะ แต่ว่าในบทความของต่างประเทศส่วนใหญ่จะไม่ได้กล่าวถึงส่วนนี้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรู้จักอาการของโรค และระวังตัวเองอยู่เสมอ เมื่อเริ่มสังเกตเห็น Flashing หรือ Floaters ก็ควรพบจักษุแพทย์ทันทีเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าไม่มีจอประสาทตาหรือวุ้นลูกตาลอกเกิดขึ้น เป็นการป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปถึงจุดที่อันตรายนั่นเอง


          การเห็น Floater ถือเป็นความผิดปกติ นะครับ แต่การที่เพิ่งมองเห็นเป็นครั้งแรก ปริมาณไม่มากนัก และได้พบจักษุแพทย์เพื่อยืนยันแล้วว่าไม่มีการเกิดจอประสาทตาหรือวุ้นลูกตาลอก เป็นเพียงแค่วุ้นลูกตาเสื่อม นี่คือไม่อันตรายครับ


          แต่ถ้าเห็นFloater หรือ Flashing ปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม อันนี้ต้องเริ่มสงสัยครับว่าโรคได้ดำเนินต่อไปถึงขั้นที่มีการลอกแล้วหรือเปล่า ถ้าปล่อยไว้นานโดยไม่ใส่ใจถึงปริมาณที่เพิ่มขึ้นอยู่ อาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งต้องรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจครับ


การป้องกันปัญหาสุขภาพจากการใช้คอมพิวเตอร์


          จากการที่เราๆ ท่านๆ ต้องทำงานเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์เวลานานๆ แน่นอนย่อมมีผลเสียกับสุขภาพ ซึ่งมักจะมีอาการปวดตาและเมื่อยล้าของนัยน์ตาก็คงจะเคยเกิดกับผู้ที่ทำงานหรือใช้งานคอมพิวเตอร์ ซึ่งจักษุแพทย์ได้พบว่ามีหลายๆ สาเหตุที่ทำให้นัยน์ตาต้องเสี่ยงภัยจากเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นผลทำให้เกิดอาการปวดตา ฉะนั้นจึงขอแนะนำการป้องกันปัญหาสุขภาพจากการใช้คอมพิวเตอร์ ดังนี้


          1. นั่งในท่าที่เหมาะสม และห่างจากจอคอมพิวเตอร์ประมาณ 20-30 นิ้ว  


          2. จอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ  20-26 องศา  


          3. จัดเอกสารที่ต้องใช้ดูประกอบไว้ใกล้กับจอเครื่องคอมพิวเตอร์จะได้ลดการส่ายศีรษะไปมามาก และลดการเปลี่ยนระยะการดูของสายตาในระยะที่ต่างกันมาก  


          4. จัดแสง และแสงสะท้อนจากจอให้ลดลงในระดับที่ตาเรารู้สึกสบาย  


          5. อย่าให้มีฝุ่นเกาะจอคอมพิวเตอร์ ควรทำความสะอาดเสมอ  


          6. พักสายตา พักอิริยาบถทุกๆ 20 นาที เพื่อป้องกันตาเมื่อย  


          7. กะพริบตาบ้าง  ถ้ารู้สึกแสบตา หรือใช้น้ำตาเทียมหยดเป็นครั้งคราว  


          8. จอภาพคอมพิวเตอร์ต้องโฟกัสชัดเจน  ตัวหนังสือภาพในจอให้ปรับให้ชัดเสมอ  


          9. ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี และจำเป็นต้องใช้แว่นอ่านหนังสือ ควรใช้แว่นอ่านหนังสือที่เหมาะสม และไม่ควรใช้แว่น 2 ชั้น หรือแว่นไม่มีชั้น เพราะจะทำให้ต้องเงยหน้าอ่านข้อความในจอตลอด ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ปวดต้นคอเพิ่มขึ้น


          การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ล้วนแล้วแต่ส่งผลเสียหายให้กับดวงตาของเรา ฉะนั้นนัยน์ตาของคนเรานับว่ามีค่ายิ่งควรแก่การทนุถนอมไว้ โดยการหลีกเลี่ยงต้นเหตุ และป้องกันปัญหาสุขภาพไว้ ในระหว่างทำงานอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อช่วยให้ดวงตาอยู่กับเราตราบนานเท่านานตลอดไป 


โรค DVT



ต่อไปเป็นท่าการบริหารสำหรับคนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน 


 

http://hilight.kapook.com/view/23928


 

เกร็ดความเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน



จาก: Kittiya Sophonphokai <kittiya@ombudsman.go.th>
วันที่: 11 เมษายน 2555, 12:45
หัวเรื่อง: เกร็ดความเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน
ถึง: 

อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน

 

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้ในมาตรา ๒๔๔ ไว้ดังต่อไปนี้ คือ

                   (๑) พิจารณาและสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียนในกรณี

                        (ก) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

                        (ข) การปฏิบัติหรือละเลยการไม่ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ  หรือราชการส่วนท้องถิ่น ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องเรียนหรือประชาชนโดยไม่เป็นธรรม ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ก็ตาม

                        (ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไม่รวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล

                        (ง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

                   (๒) ดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๐

                   (๓) ติดตาม ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึงข้อพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น

                   (๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาทุกปี ทั้งนี้ ให้ประกาศรายงานดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาและเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย

                   การใช้อำนาจตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการเมื่อมีการร้องเรียน เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การกระทำดังกล่าวมีความกระทบต่อความเสียหายของประชาชนส่วนรวมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจพิจารณาและสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้

 

                   นอกจากนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ ยังกำหนดให้มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น และมาตรา ๒๘๐ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เสนอแนะหรือให้คำแนะนำในการจัดทำประมวลจริยธรรม และส่งเสริมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีจิตสำนึกในด้านจริยธรรม จึงเห็นได้ว่า อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของผู้ตรวจการแผ่นดินตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ล้วนยึดโยงอยู่กับการกระทำหรือไม่กระทำการของเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐแทบทั้งสิ้น 

 

กิตติยา(เจี๊ยบ) โสภณโภไคย

นักวิชาการอาวุโสระดับสูง

สำนักส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

'  0 2141 9277  7 0 2143 8373

* kittiya@ombudsman.go.th or

     sophon_kit@hotmail.com